DM48.20: สอนการใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ EP.2

DM48.20 EP2

DM48.20 ดิจิตอลมิกเซอร์รุ่นใหม่ของ Topp Pro เนื้อหาสำคัญใน EP.2 จะอธิบายเกี่ยวกับ FX Mix, I/O Patch และ System

การใช้ FX Mix

ฟังก์ชันของเอฟเฟ็กต์ (FX) เนื้อหาในส่วนนี้จะแนะนำการใช้งานแต่ละเอฟเฟ็กต์ โดยจะแนะนำเฉพาะเอฟเฟ็กต์ 1 ในฟังก์ชันของเอฟเฟ็กต์สามารถเลือกชนิดของเอฟเฟ็กต์ได้ ว่าแต่ละเอฟเฟ็กต์จะกำหนดเป็นเอฟเฟ็กต์อะไร เหมาะสมกับสัญญาณอะไร อุปกรณ์แบบไหน

หน้าต่าง FX จะแสดงปุ่มพรีเซตเอฟเฟ็กต์ทั้ง 12 แบบ พร้อมกับพารามิเตอร์ของเอฟเฟ็กต์แต่ละชนิดแสดงอยู่ด้านล่าง

เมื่อเราเลือกฟังก์ชันเอฟเฟ็กต์แล้ว ขั้นตอนถัดไปต้องเลือก Assign to Main เพราะหากไม่เลือกสัญญาณของเอฟเฟ็กต์จะไม่ออกไปยัง เหมือนผู้ใช้ปรับแต่งแล้วสัญญาณยังอยู่ในมิกซ์ไม่มีการส่งออกไปลำโพง เมื่อผู้ใช้เลือกฟังก์ชันเอฟเฟ็กต์แล้ว ให้กดใช้ FX ซึ่งบนมิกซ์รุ่นนี้สามารถกดสั่งงาน FX ได้จากหลายจุด ตำแหน่งแรกจะเป็น FX1-4 มันจะมีปุ่มอยู่ล่างขวามือสุด อยู่ด้านข้างสัญลักษณ์หูฟัง

เมื่อกดลงไปจะพบฟังก์ชันเอฟเฟ็กต์แสดงขึ้นมา 4 แร็ค พร้อมกับฟังก์ชันเมทริกซ์ (Matrix) ถ้าผู้ใช้ไม่กดผ่านจุดนี้ ยังสามารถกดผ่านหน้าจอได้โดยตรง จากนั้นเมื่อเลือกผ่านจอทัชกรีนแล้ว หากยังอยู่ในหน้าของ Channel ด้านล่างในจอจะมีปุ่มกดทั้งหมด 8 ปุ่ม คือ Input Patch, Automix, Channel, Send, Bus Mix, Effects, User Layer และ Output Patch

พื้นที่ปรับแต่งเอฟเฟ็กต์ สามารถสั่ง Mute, Solo ก่อนใช้งานต้องสังเกตแร็คให้ดีว่าเป็นเอฟเฟ็กต์เท่าไหร่ เช่น FX01, FX02 เพื่อการปรับแต่งที่แม่นยำ

ผู้ใช้สามารถเลือกที่ฟังก์ชันเอฟเฟ็กต์ผ่านปุ่ม Effect โดยตรง หลังจากเลือกจะฟังก์ชันแสดงขึ้นมาพร้อมกับสไลด์ ในแต่ละเอฟเฟ็กต์สามารถส่งสัญญาณไปออกบัสได้ ผู้ใช้ต้องการให้เอฟเฟ็กต์นี้ไปออกมอนิเตอร์เสียงร้อง กีตาร์ คีย์บอร์ด กลอง แล้วแต่จะทำการ Assign นอกจากนี้สามารถปรับค่าพาราเมทริกซ์ EQ ได้

การเข้าถึงเอฟเฟ็กต์ในหน้านี้ ผู้ใช้จะเห็น FX01, 02, 03, 04 สามารถสลับเลือกแต่ละเอฟเฟ็กต์อื่นๆ จากหน้าหลักได้เช่นกัน เรียกได้ว่าปุ่มเดียวสามารถเข้าถึงเพื่อทำการปรับแต่งได้ทั้ง 4 เอฟเฟ็กต์

ยกตัวอย่างในกรณี ผู้ใช้กำลังปรับ FX01 ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นเสียงร้อง หากต้องการปรับ FX อื่นๆ สามารถแตะเพื่อสลับไปเอฟเฟ็กต์อื่นๆ ผ่านหน้าจอได้เลย อีกช่องทางคือกดปุ่ม Selector บน Channel สไลด์ก็ได้ แต่ละเอฟเฟ็กต์สามารถตั้งชื่อตามหน้าที่ของมัน ผู้ใช้อาจไม่ชอบชื่อ 01, 02 สามารถเปลี่ยนเป็นชื่ออื่นๆ ได้ เช่น Vocal, Guitar, Drum, Key

ด้านล่างของจอ FX จะพบปุ่ม FX1-FX4 ใช้สลับไปมาระหว่างแร็ค โดยมิกซ์ DM48.20 จะรันแต่ละแร็คให้พร้อมทำงานตลอดเวลา

นอกจากนี้ ในกรณีผู้ใช้ตั้งค่าไว้ทั้ง 4 ตัว แล้วมาเลือกที่ Channel ซึ่งผู้ใช้ต้องการโยนไมค์ Chanel 1 ไปยังเอฟเฟ็กต์ทั้ง 4 ให้ผู้ใช้กด Channel 1 เสร็จแล้วมากดที่ FX01 บนหน้าจอมันก็จะโผล่ขึ้นมาเป็นตาราง แชนแนล 1 จะส่งไปที่ไหนบ้าง Ch01 Send Level ผู้ใช้ก็เลือกเลย Bus 01, 02, 03, 04 เมื่อเลือกเสร็จแล้ว ฟังก์ชันเอฟเฟ็กต์อยู่ขวามือ ผู้ใช้จะส่งเอฟเฟ็กต์เท่าไหร่ อย่าลืมกด ON ก่อน

ระบบการทำงานเอฟเฟ็กต์จะไม่ถูกส่งมายังแชนแนลไมค์ ตรงกันข้ามระบบจะให้ผู้ใช้ส่งสัญญาณจากไมค์เข้าสู่เอฟเฟ็กต์ เมื่อสัญญาณออกจากเอฟเฟ็กต์ก็จะไปออกฝั่งเอาต์พุต เวลาส่งสัญญาณให้ไปที่หน้าจอทัชสกรีน แล้วเลือกฟังก์ชันเอฟเฟ็กต์ เช่น กำหนดว่า FX01 ส่งไปค่านี้ FX02 ส่งไปเท่านั้น เสร็จแล้วกด Exit

Main FX จะมีทั้งหมด 4 Main แม้เลือกเอฟเฟ็กต์และใส่เอฟเฟ็กต์แล้ว หากยังไม่มีการ Assign to Main ตัวเอฟเฟ็กต์ก็จะไม่ปล่อยออกไปเอาต์พุตหลักของมิกเซอร์สำรับค่า Gain ของเอฟเฟ็กต์ควรตั้งไว้ที่ 0dB เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมสัญญาณ จากนั้นหากต้องการมากหรือน้อย ให้ไปปรับแต่งที่แชนแนลนั้นๆ

FX Bus สามารถควบคุมผ่านเมนู Bus Mixer ซึ่งจะแสดงทั้ง 4 แร็ค โดยสามารถปรับระดับ Gain ของแต่ละเอฟเฟ็กต์ได้อิสระ หากต้องการใช้งานให้กดปุ่ม FX1-4 ซึ่งอยู่ด้านล่างของจอ

ก่อนจะทำงานใดๆ ให้ตั้ง Master ไว้ที่ 0dB จากนั้นค่อยมาเลือกว่าจะส่งไปที่ Matrix, FX, Bus เท่าไหร่ เมื่อตั้ง Master ไว้ที่ 0dB ไม่จำเป็นต้อง 0dB ก็ได้ ขอให้อยู่ในจุดที่ใกล้ค่านี้ อันที่จริงการส่งออก Bus นั้น มีอีกหนึ่งวิธี จะสังเกตเห็นปุ่มซ้ายมือด้านล่างมิกซ์ ระบุว่า “Send on Fader”

เมื่อต้องการส่งแชนแนลใดออกไป Bus ให้เลือกปุ่มนี้ เช่น ต้องการปรับแต่ง Bus 5 ให้เลือก Bus นี้แล้ว Select เสร็จ แชนแนลจะถูกส่งไปยัง Bus 5 สัญญาณจะเป็น 0dB ทั้งหมดเลย จริงๆแล้วมันไม่ต้องถึงขนาดนี้ก็ได้ เมื่อไหร่กด ON สัญญาณก็พุ่งทันที ตรงนี้มันขึ้นอยู่กับผู้ใช้เลือกไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ 0dB ก็ได้

Master Bus หรือ Master Aux ในเคสตัวอย่างจะตั้งเป็น 0dB เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ผู้ใช้จะได้รู้ว่าเอาต์พุตเป็นเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเซตเป็นค่า 0dB ก็ได้ อาจตั้งค่าไว้ที่ -5dB, -3dB, – 10dB ก็ได้ไม่มีสูตรตายตัว แต่พยายามอย่าให้สูงเกินไป เพราะบางทีมันอาจจะสร้างความเครียดให้กับแอมป์และลำโพงกับระบบได้ ถ้าเรากำหนดเป็น 0dB ทั้งหมด หลังจากนั้น ผู้ใช้มาดูในส่วนของแต่ละ Bus ซึ่งแต่ละแชนแนลอาจจะเปลี่ยนไปตามสัญญาณของแชนแนลก็ได้ สรุปคือมันคล้ายกับการส่งแชนแนลไปออกแต่ละ Bus นั่นเอง

Delay Time

ฟังก์ชัน Delay time ในแต่ละแชนแนลจะมีฟังก์ชันนี้อยู่ มีหน้าที่ใช้หน่วงสัญญาณเสียง เพื่อให้มันเสียงออกมาตีกันหรือไม่หักล้างเฟสกัน โดยเฉพาะเสียงกลอง พวก Drum Kick ผู้ใช้สามารถตั้ง Delay time ได้ เพื่อให้เกิดน้ำหนักของเสียงที่มากขึ้น

แต่ละอินพุตสามารถใส่ค่า Delay time ได้ มีหน่วยเป็น ms และอย่าลืมกดปุ่ม ON เพื่อให้ดีเลย์ไทม์ทำงาน

ในแชนแนลของเครื่องดนตรีต่างๆ ก็สามารถตั้งได้ตามความเหมาะสม แต่ละแชนแนล ยังสามารถ PAN ซ้าย/ขวาได้ ตามตำแหน่งจริงของเครื่องดนตรี เพื่อให้เกิดมิติของสเตจ เช่นกลองแต่ละใบสามารถเลือก PAN แยกอิสระ จะ PAN กี่องศาทำได้หมด

Feedback Control

Feedback Control ฟังก์ชันนี้เป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่าในเวลาสัญญาณไมค์เกิดการฟีดแบ็ก มันจะโชว์ Signal ที่เกิดปัญหาให้เห็นเป็นความถี่ ทำให้เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นตัวช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องนั่งเดาว่านี่คือความถี่เท่าไหร่ ผู้ใช้สามารถดูค่าความถี่ แล้วปรับแต่งเพื่อแก้ไขปัญหานั้น

RTA ON เป็นฟังก์ชันหนึ่งที่ใช้เช็คสัญญาณอินพุตว่ามีย่านความถี่ใดมากหรือน้อย ช่วยให้เห็นปัญหาในการทำฟีดแบ็กคอนโทรลได้ เช่น การหวีดหอนของลำโพง

System ของ DM48.20

ปุ่ม System ถือว่าเป็นปุ่มที่สำคัญในการกำหนดการทำงาน ภายในฟังก์ชันนี้ จะมีฟังก์ชันย่อยหลายรายการ เช่น Devices Setup, Panel Setup, User setup, Network เป็นต้น

เมนู System จะพบ Device Setup เป็นค่าเริ่มต้น ซึ่งจะแสดงค่า Sampling rate ขณะนั้น

Devices Setup สามารถเลือกออดิโอคล็อคได้ หรือค่า Sampling rate ว่าเราต้องการกำหนดเป็นค่าเท่าไหร่ มี 2 ค่าคือ 48kHz และ 96kHz ในกรณีกำหนดเป็น 48kHz เราจะได้ในส่วนของภาค FX จำนวน 4 แร็ค แต่หากเลือกเป็น 96kHz จะได้ FX เพียง 2 แร็คเท่านั้น ส่วน Slot ถ้าเชื่อมต่อกับ Dante ก็เลือกฟังก์ชันนี้ สามารถเช็คเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ผ่านที่นี่ได้

Panel Setup จะเกี่ยวข้องกับ Channel Auto Select บางครั้งอาจจะเลือกเป็น Disable เพื่อปิดใช้งาน ส่วน Audio Return เลือกเป็น Off และค่าอื่นๆ ให้ดูตามคู่มือ เพราะ System แต่ละคนอาจจะมีความต้องการไม่เหมือนกัน เช่น ค่า Delay อาจกำหนดหน่วยเป็น m. รวมถึง Link Mode สามารถเลือกเป็น Stereo Link หรือ Fader Link กรณีไม่ใช้อะไรก็ให้ทำการ Disable หากต้องการใช้งานให้เลือกเป็น Enable หรือค่า LED Black Light เลือกระดับเป็น 3 ถ้าตั้งค่าสูงจะทำให้สว่างขึ้น

Panel Setup จะใช้แสดงและกำหนดค่าหรือหน่วยที่ปรากฎบนจอของมิกเซอร์ เช่น หน่วยของ Delay, Link Mode และอื่นๆ

User setup ภายในฟังก์ชันคำสั่งนี้ ส่วนใหญ่จะตั้งเป็นค่า Enable ทั้งหมด ยกเว้นกรณีไม่ต้องการใช้งานตัวไหน ก็ให้ตั้งเป็น Disable

Network setup จะเกี่ยวข้องกับการเซตค่าของเน็ตเวร์ก พวกไอพีแอดเดรส / Mac Address / IP Mode และยังมีฟังก์ชัน Audio Setup ใช้กำหนดค่า Feedback, Record รวมถึงกราฟิกจะมี 4 ชุด แบ่งเป็นชุดละ 2 แชนแนล ผู้ใช้อาจกำหนดกราฟิก 1-2 เป็น Main L/R กราฟิก 3-4 เป็น Bus 1-2 กราฟิก 5-6 เป็น Bus 3-4 กราฟิก 7-8 เป็น Matrix 1-2 นี่เป็นตัวอย่างการกำหนดค่าให้ดูเป็นแนวทาง

Network Setup ใช้กำหนดและแสดงสถานะของเน็ตเวิร์กที่มิกเซอร์ทำงานอยู่ เช่น ค่า IP Address และ IP Mode

User Keys

ผู้ใช้สามารถกำหนดเป็นค่าอื่นได้ตามต้องการ และยังมี User Keys มีทั้งหมด 16 ชุด ทำหน้าที่ Assign คีย์ลัดไว้ล่วงหน้า เมื่อต้องการใช้งานก็กดปุ่มนั้นๆ ระบบก็จะถูกเรียกมาใช้งานทันที ทำให้คล่องตัวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย

User Keys เป็นเมนูที่ใช้กำหนดคีย์ลัดที่ผู้ใช้ต้องการเซตไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ฟังก์ชัน Copy  

ฟังก์ชัน Copy วิธีการใช้งานผู้ใช้ต้องไปที่ปุ่ม Copy ที่อยู่ใต้ปุ่ม Parametric Adjust จากนั้นให้ไปที่ฟังก์ชัน Copy แล้วเลือกแชนแนลที่ต้องการโคลนนิ่งเสียก่อน จากนั้นเลือกว่าต้องการคัดลอกอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่า Fader,  Delay, Gate, Comp/ EQ, To Main และ Send หรือจะ Copy ทั้งหมด

จากนั้นเมื่อผู้ใช้เลือกเสร็จแล้วผู้ใช้มากดแชนแนลปลายทาง ที่ผู้ใช้ต้องการจะวางข้อมูล เราเลือกได้ว่าจะก๊อปปี้ ที่แชนแนล 2-3-4-5 โดยโคลนมาจากแชนแนล 1 เมื่อเลือกแล้วให้กดปุ่ม Copy จากนั้นค่าทุกอย่างจากแชนแนลต้นทางจะถูกบรรจุลงแชนแนลปลายทางเหมือนกันทุกประการ

Input Patch

ฟังก์ชัน Input Patch ฟังก์ชันนี้ใช้เลือกชนิดของสัญญาณที่ส่งมายังมิกเซอร์ ถือว่าอยู่ในส่วนของ Master Mixer ซึ่งมันจะมีอยู่ 2 ส่วนคือในส่วนของ stagebox แล้วก็ในส่วนของตัว Mixer ที่เป็นมิกเซอร์เมน

Input Patch สามารถเข้าถึงได้ผ่านเมนู System ผ่านปุ่ม Patch Setup

ให้ผู้ใช้เลือกฟังก์ชันโดยกำหนดค่าให้ถูกต้องว่าผู้ใช้จะตั้งเป็นแบบไหน จะมีให้ตั้งอยู่ 3 อย่าง ก็คือเป็น Digital, Analog และ Aux ข้อควรระวังในการใช้งานต่อให้เรากำหนดเป็นอะไร หากไม่มีการ ON ฟังก์ชัน ก็จะไม่สามารถใช้งานได้ แม้ว่าจะมีการปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ไว้แล้วล่วงหน้า

สรุป

หวังว่าผู้อ่านจะได้ความรู้เกี่ยวกับดิจิตอลมิกเซอร์ โดยเฉพาะรุ่น DM48.20 จาก Topp Pro บทความชุด “สอนการใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ DM48.20” มีทั้งหมด 2 ตอน หากท่านใดพลาดในตอนแรกลองกลับไปอ่านย้อนหลังได้ เนื้อส่วนใหญ่ไม่ทำแบบต่อเนื่อง แต่แยกหัวข้อเป็นอิสระ ระดับมืออาชีพอ่านตอน 1 หรือ 2 ก่อนหลังได้หมด สำหรับผู้เริ่มต้นแนะนำให้ท่านอ่านตอนแรก จากนั้นค่อยอ่านตอนที่ 2 จะช่วยให้มองเห็นภาพรวมได้ดีกว่า

DM48.20

บทความที่เกี่ยวข้อง :

DM48.20: สอนการใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ EP.1

Topp Pro DM48.20 ดิจิตอลมิกเซอร์ 48 แชนแนล

สามารถสอบถาม ติดตามข่าวสาร และข้อมูลได้ที่ :

สนใจสั่งซื้อสินค้า ผ่านเว็ปไซต์ www.mynpe.com/DM48-20

ช่องทางติดต่อโซเชียลมีเดีย

Line@ : http://bit.ly/LineMyNPEThailand

Facebook : http://m.me/mynpethailand

Twitter : twitter.com/mynpethailand

Instagram : instagram.com/mynpethailand

Youtube : www.youtube.com/user/mynpe

สาขาบ้านหม้อ

Tel : 02 225 0094 (Banmoh Branch)
Map : www.mynpe.com/mynpe-banmoh

สาขาเซียร์รังสิต

Tel : 02 992 7379 (Zeer Rangsit Branch)
Map : www.mynpe.com/mynpe-zeer

สาขาศาลายา

Tel : 02 889 5498 (Salaya Branch)
Map : www.mynpe.com/mynpe-salaya

Read Previous

DM48.20: สอนการใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ EP.1

Read Next

Topp Pro X Series MKII ลำโพงแอคตีฟ 8-15 นิ้ว