DM48.20: สอนการใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ EP.1

DM48.20 EP01

DM48.20 ดิจิตอลมิกซ์รุ่นใหญ่ 48 แชนแนล แบรนด์ Topp Pro ให้ฟังก์ชันแบบจัดเต็ม ใน EP.1 ไปรู้จัก Gain, HPF/LPF และ Gate/Comp

เริ่มลุยกันเลย…

เมื่อเปิดเครื่อง DM48.20 ก็จะเจอในส่วนของโลโก้รุ่นหรือซีรี่ส์ของมิกเซอร์ เครื่องจะทำการบูต ให้ผู้ใช้อดใจรอสักครู่ มันจะโชว์เวอร์ชันของเฟิร์มแวร์ ผู้ใช้สามารถอัพเดตเฟิร์มแวร์ภายหลังได้ บทความนี้อ้างอิงข้อมูลบนเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 3.0 การอัพเดตเฟิร์มแวร์ต้องทำผ่านพอร์ต USB ด้านหลังเครื่อง โดยใช้สายเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค สามารถอัพโหลดเฟิร์มแวร์เข้าไปในเครื่อง โดยดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ได้จากเว็บไซต์ของ Topp Pro

DM48.20 EP.1 Front

หน้าจอมิกเซอร์กำลังแสดงความคืบหน้าในการโหลดซอฟต์แวร์ของตัวเครื่อง ผู้ใช้จะพบโลโก้นี้หลังเปิดเครื่องทุกครั้ง

หลังจากทำการบูตเครื่องเรียบร้อย ระบบจะโชว์หน้าต่างแรกขึ้นมาในจอมิกเซอร์ โดยทั่วไปมิกซ์ดิจิตอลจะมีฟังก์ชันการทำงานก็จะคล้ายๆ กับมิกซ์อนาล็อก แต่ดิจิตอลจะโชว์ค่าตัวเลขให้ดู ถ้าใครมีพื้นฐานอนาล็อกมาแล้ว การย้ายมาใช้ดิจิตอลจะเรียนรู้ได้ไม่ยาก แค่ศึกษาฟังก์ชันของตัว Mix แต่ละรุ่นว่ามันทำงานยังไงแบบไหน เดิมทีที่ผู้ใช้เห็นลูกบิด เฟดเดอร์ ปุ่มกดอย่างเดียว ต้องสมมติฐานฟังเองว่าค่าที่กำลังปรับความถี่ ความดังเท่าไหร่ แต่ดิจิตอลจะแสดงให้เห็นตัวเลขทันที

หลังจากเครื่อง DM48.20 บูตสำเร็จแล้ว หน้าต่าง Mixers จะโชว์ขึ้นเป็นหน้าแรก ภายในจะแสดงส่วนประกอบพื้นฐานของแชนแนลนั้นๆ เช่น ปุ่ม Mute, Solo, EQ, สไลด์เฟดเดอร์ ด้านขวาจะพบปุ่มสลับเข้าสู่แชนแนลอื่นๆ เช่น CH 1-8, CH 9-16 จนถึง CH 41-48 รวมถึง BUS, FX, MTX และ DCA

รู้จักเลเยอร์ของ DM48.20

มิกเซอร์รุ่น DM48.20 จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 layer ที่ใช้จัดการกลุ่มสัญญาณอินพุต เลเยอร์แรกคือแชนแนล 1 ถึง 16 มิกซ์จะโชว์ให้เห็นเลย เลเยอร์ที่ 2 จะเป็น 17-32 และเลเยอร์ที่ 3 เป็น 33-48 สำหรับเลเยอร์ที่ 3 นั้นจะใช้งานได้ต้องเชื่อมต่อกับสเตจบ็อกซ์ที่ต้องซื้อแยกต่างหาก รุ่น DIO24 สื่อสารผ่านสาย LAN บนระบบ Dante เน็ตเวิร์ก ซึ่งรองรับสาย CAT5, CAT6, CAT7

ซ้ายมือสุดบนตัวมิกเซอร์จะพบปุ่มใช้สลับเลเยอร์แชนแนล 1-16, 17-32 และปุ่ม 33-48 ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแชนแนลเหล่านี้ได้ทั้งการกดปุ่มบนมิกซ์ ผ่านจอทัชสกรีน และบนหน้าจอ App

Output Bus

ในส่วนของเอาต์พุตจะประกอบด้วยฟังก์ชัน Bus ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 16 Bus ถ้าเรียกตามมิกซ์อนาล็อกจะมีความหมายเดียวกับคำว่า Aux นั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วมิกซ์อนาล็อกจะมีไม่ถึง 16 Aux แน่นอน แต่มิกซ์ดิจิตอลรุ่นนี้มี 16 Bus แล้วยังมี Matrix ทั้งหมด 8 Matrix ส่วนเอฟเฟ็กต์จะมีทั้งหมด 4 แร็ค แต่ละแร็คจะมีฟังก์ชันให้เลือกอิสระ เช่น Hall, Delay, Karaoke, Flanger, Chorus, Delay Reverb, Stereo Delay Reverb, Flanger Reverb, Chorus Reverb ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าแต่ละแร็คเป็นเอฟเฟ็กต์อะไร ผสมกับตัวไหน  

เมนู Channel จะใช้ควบคุมจัดการ Bus ต่างๆ บนมิกเซอร์ ช่วยให้ผู้ใช้ Routing สัญญาณไปยัง Bus ได้อย่างรวดเร็ว มีให้เลือก 1-16 Bus ตามสเป็คของมิกซ์

DCA Group กรณีบนมิกซ์อนาล็อกจะเรียกว่า Sub-Group แต่มิกซ์ดิจิตอลจะเรียกว่า DCA Group มิกซ์รุ่นนี้มีทั้งหมด 16 DCA จัดกลุ่มได้ทั้งหมด 16 Group

อินพุต Gain

ชุดอินพุตของมิกซ์ แต่ละอินพุตมีฟังก์ชันอะไรบ้าง โดยพื้นฐานเลยในแต่ละอินพุตจะประกอบด้วยฟังก์ชัน Gain ก่อนที่มิกซ์รุ่น DM 48.20 จะเปิดตัว ทาง Topp Pro ได้ผลิตมิกซ์รุ่น DM20.8 ออกมา ระบบ Gain รุ่นเก่ายังเป็นแบบอนาล็อก มองไม่เห็นตัวเลข ทุกแชนแนลจะมีโวลุ่ม Gain ให้ ซึ่งผู้ใช้สามารถปรับค่า Gain ให้เหมาะสมโดยอาศัยการฟังด้วยหูเป็นหลัก

เมื่อขยับมาเป็นรุ่น DM48.20 ดิจิตอลรุ่นนี้มีตัวเลขค่า Gain ให้เห็น มีโวลุ่ม Gain อยู่ในทุกแชนแนลไม่ว่าผู้ใช้จะตั้ง Gain อะไรก็ตาม มันจะระบุว่า Pre-Amp  มีค่า dB ให้ดู ช่วยให้ผู้ใช้เห็นว่าขณะนั้นค่าที่ตั้งอยู่ระดับไหน ค่าต่ำสุดคือ 0dB สามารถเพิ่มได้ทีละ 0.5dB หรือสเต็ปละ 0.5 นั่นเอง

รู้จัก HPF/LPF

ฟังก์ชัน High pass (Low cut) / Low pass (High cut) หรือ HPF, LPF เป็นฟังก์ชันพื้นฐานของตัวมิกซ์ ผู้ใช้สามารถกดสวิตซ์ใช้งานฟังก์ชันเหล่านี้ได้บนตัวมิกซ์ ซึ่งแยกคุมแต่ละแชนแนลผู้ใช้สามารถตั้งค่าความถี่ได้ตามต้องการ ค่า High Pass สามารถตั้งค่าได้ต่ำสุดที่ 20Hz แต่ถ้าเป็น High Pass จะยังไม่มีผลกับสัญญาณ ต่อให้ผู้ใช้ปรับความถี่แล้วก็ตาม ผู้ใช้จะต้องเลือกชนิดของ Slope ก่อน มันจะมีฟังก์ชัน Bypass และชนิดฟิลเตอร์ให้เลือก ตามตารางต่อไปนี้

Filter typedB/Octave
Butterworth:12dB/18dB/24dB/30dB/36dB/48dB
Bessel:12dB/18dB/24dB/30dB/36dB/42dB/48dB
Linkwitz–Riley:12dB/24dB/36dB/48dB

ประเภทฟิลเตอร์ที่มิกเซอร์รองรับ มีความชันให้เลือกตั้งแต่ 12dB/Octave ถึง 48dB/Octave

สำหรับค่าความชันของฟิลเตอร์ทุกแบบ ค่าสูงสุดจะอยู่ที่ 48dB/Octave หลังจากเลือกชนิดและค่าความชันของฟิลเตอร์ได้แล้ว ให้เลือกค่าความถี่ที่ต้องการ เริ่มจากคัตความถี่เป้าหมาย กรณีใช้ฟิลเตอร์ HPF จะเป็นการคัตความถี่ต่ำออกไป ผู้ใช้สามารถคัตความถี่ 20Hz ไปจนถึงความถี่เท่าไหร่ก็ได้ อาจเริ่มที่ 80Hz, 90Hz, หรือ 60Hz ตรงนี้แล้วแต่ชนิดของอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียง

ด้านซ้ายของมิกซ์จะมีลูกบิดปรับ Gain แต่ละแชนแนล ถัดเข้ามาจะพบปุ่ม HPF, LPF ใช้สำหรับจัดการกับความถี่สัญญาณขาเข้า

LPF ในส่วนของ Low pass ก็เช่นกัน ความถี่สูงสุดจะอยู่ที่ 20kHz แล้วก็ลดหลั่นลงมาตามค่าความชัน ส่วนจะเลือกค่าแบบไหนขึ้นอยู่กับเทคนิคการปรับแต่งแต่ละคน หรือชนิดของอุปกรณ์นั้นๆ จุดนี้เจาะจงไม่ได้ บอกไม่ได้ว่าต้องตั้งเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เป็นค่าตายตัว ขั้นตอนการใช้ฟังก์ชัน High pass หรือ Low Pass สามารถทำได้บนหน้ามิกซ์แล้วเลือกความถี่

Filter TypeHPF/LPFInstruments/Sounds
ButterworthHPFVocals, Acoustic Guitar, Piano (ลดย่าน low-end)
ButterworthLPFBass Guitar, Kick Drum (เพิ่มความสมูธของ high)
BesselHPFCymbals, Hi-Hats, Percussion (ลดเสียงรบกวนจาก low-end)
BesselLPFStrings, Synth Pads (ให้เสียงที่อุ่นขึ้น)
Linkwitz–RileyHPFElectric Guitar, Snare Drum (คัตย่าน low-end แม่นยำ)
Linkwitz–RileyLPFSub-bass, Deep Synths (เพิ่มความสมูธและ low pass ที่แม่นยำ)

แนวทางการเลือกประเภทฟิลเตอร์ให้เหมาะกับเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ

พาราเมทริกซ์ EQ

ในส่วนของพาราเมทริกซ์ (Parametic) แต่ละแชนแนลสามารถเลือกพาราเมทริกซ์ EQ ได้ 4 ความถี่ แต่ละแบนด์ความถี่สามารถปรับค่า Q หรือแบนด์วิธได้ เลือก Gain ความถี่รวมถึงเชปความถี่ เช่น High Shelf, Low Shelf, Bell รูปทรงคล้ายระฆังคว่ำ/หงาย ส่วน Gain ของความถี่ปรับได้ต่ำสุดจนถึง -15dB เพิ่มได้สูงสุด +15dB

เพราะฉะนั้น Gain ของ EQ แต่ละก้านสามารถปรับเพิ่มลดได้บวกลบ 15dB ส่วนค่า Q สามารถเลือกได้กว้างถึง 0.3 และแคบสุด 30 หรือเป็น Notch Filterหลังจากที่ผู้ใช้ปรับแล้ว ไม่ถูกใจและต้องการเริ่มใหม่ ผู้ใช้สามารถกด Flat ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในการใช้พาราเมทริกซ์ EQ หากผู้ใช้ไม่กด ON EQ มันก็ยังไม่สามารถใช้งาน EQ ตัวนั้นได้

ในเมนู Channel ฝั่งขวามือสุดจะพบพาราเมทริกซ์ EQ และพารามิเตอร์ต่างๆ รวมถึงปุ่ม HPF/LPF, RTA ON อยู่ด้านล่าง

นอกจากนี้แต่ละแชนแนล ยังมี RTA ON ผู้ใช้สามารถกด Hold สัญญาณไว้เพื่อเช็คค่าระดับสัญญาณว่ามันสูง/ต่ำอยู่ที่เท่าไหร่ สามารถเลือกเปรียบเทียบสัญญาณ เพื่อเช็คสัญญาณความถี่นั้นๆ ที่มันเข้ามาใน Mixer ของผู้ใช้ ก่อนจะปล่อยออกสู่ลำโพง

ในการเลือกฟังก์ชัน EQ ผู้ใช้สามารถปรับได้ทั้งบนหน้าจอทัชสกรีน โดยใช้ปุ่มพารามิเตอร์ Adjust ปุ่มเดียวใช้งานได้ครอบคลุม หรือใน EQ แต่ละก้านยังมีโวลุ่มให้ปรับแต่งความถี่ เช่นค่า Filter Type, Frequency, Shape, Gain เมื่อเลือก EQ ที่ 2/3/4 ก็เลือก Shape แยกได้อีก โปรดอย่าลืม ON EQ มิเช่นนั้นค่าที่ปรับแต่งจะไม่ถูกเรียกใช้งาน

Comp/Gate

ฟังก์ชันไดนามิกจะมีอยู่ 2 ส่วนก็คือ Compressor และ Gate แต่ละอินพุตแต่ละแชนเนลผู้ใช้สามารถตั้ง Compressor และ Gate ได้ จากนั้นกดปุ่ม ON เพื่อให้ฟังก์ชันทำงาน ภายในจะมีพารามิเตอร์พื้นฐานสำคัญให้ปรับแต่งครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นค่า Attack, Release, Ratio, Threshold, Gain

ในเมนู Channel จะพบ Comp/Gate อยู่ตรงกลางจอ สามารถสลับโหมดการใช้งานผ่านปุ่ม GATE หรือ COMP ที่อยู่ด้านล่าง

การใช้งาน Bus

ฟังก์ชัน Bus ถ้าผู้ใช้สังเกตจะพบว่าเมื่อกด Select Channel บนมิกซ์ จะพบฟังก์ชันต่างๆ ของแชนแนลนั้นๆ ผ่านจอทัชสกรีน สมมุติว่าผู้ใช้ตั้ง แชนแนล 1 เอาไว้เพื่อที่จะส่งสัญญาณไปออก Bus โดยแต่ละ Bus ถูกกำหนดให้เป็นมอนิเตอร์ 1/2/3 หรือมอนิเตอร์เสียงร้องอันนี้แล้วแต่ เสร็จแล้วผู้ใช้ต้องการจะโยนเสียงหรือ Assign เสียงส่งไปยัง Bus 1 ผู้ใช้ก็สามารถเลือก Bus จากหน้าจอแชนแนลได้เลย ว่าผู้ใช้จะส่งไป Bus ไหนซึ่งระบบจะโชว์ทั้งหมด 16 Bus แล้วก็รวมไปถึงเอฟเฟ็กต์อีก 4 แร็ค แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ใช้ต้องตั้งค่าของ Bus และเอฟเฟ็กต์ก่อน เพื่อจะได้ส่งสัญญาณแต่ละแชนแนลออกไปให้ถูกต้อง ตามที่ผู้ใช้ต้องการ

เมนู Bus Mixer จะเป็นศูนย์ควบคุม Bus โดยเป็นการ Routing สัญญาณอินพุตแต่ละแชนเนลไปยัง Bus ที่ต้องการ เช่น ส่งไปยัง BUS01, BUS02, BUS03 เป็นต้น

แต่ละแชนแนลสามารถส่งได้ทั้ง 16 Bus ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ต้องการส่งไป Bus ไหน แต่ละ Bus ยังเลือก On/Off ได้ แล้วยังสามารถตั้งพาราเมทริกซ์ใน Bus ได้ ซึ่งจะประกอบด้วยกราฟิก EQ ในแต่ละ Bus สามารถปรับพาราเมทริกได้เหมือนช่องอินพุต สังเกตว่าเหมือนกับช่องอินพุตเลย ปรับ Compressor ได้ แต่ไม่มี Gate เพราะไม่มีความจำเป็น เพราะไม่ใช่สัญญาณฝั่งขาเข้า

แต่ละ Bus จะมีกราฟิก EQ ซึ่งเราจะใช้งานหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับ Audio Setup ผู้ใช้ตั้ง เช่น ผู้ใช้ตั้งกราฟิก EQ 1, 2 เป็น Main L/R ส่วน EQ 3, 4 เป็น Bus 1 กับ 2 ส่วน EQ 5, 6 เป็น Bus 3, 4 และ 7, 8 เป็นเมทริกซ์ 1, 2 เพราะฉะนั้นต่อให้ผู้ใช้มีทั้ง 16 Bus ผู้ใช้ก็ไม่สามารถใช้งานกราฟิก EQ ได้ทั้งหมด อีกตัวอย่างกรณีเลือกเป็น Bus 16 แล้วผู้ใช้ตั้งกราฟิก EQ จะทำไม่ได้ ระบบไม่อนุญาตให้ใช้ กราฟิกทั้งหมดจะมีอยู่ 8 แร็ค ก่อนหน้านี้ EQ 1,2 ถูกกำหนดเป็น L/R ไปแล้ว ส่วน EQ 3, 4 ถูกเลือก Bus 1, 2 ส่วน EQ 5, 6 เลือกเป็น Bus 3,4 ส่วน 7,8 เป็นแมทริกซ์ เพราะฉะนั้น Bus ที่เหลือที่ไม่ได้เลือกกราฟิก EQ ไว้ก็จะปรับได้เฉพาะพาราเมทริกซ์ EQ อย่างเดียว

กราฟิก EQ ของมิกซ์ จะพบได้ที่เมนู GEQ ซึ่งทำงานภายใต้ไอเดียของ Bus

อย่างไรก็ดี ผู้ใช้ยังสามารถปรับฟังก์ชันไดนามิกได้ นี่คือในส่วนของ Bus สรุปคือไม่ใช่ว่าทุก Bus จะมีกราฟิก EQ แต่จะมีกราฟิก EQ ให้เฉพาะที่ผู้ใช้เลือกอย่างเดียว ส่วนที่เหลือก็เป็นพาราเมทริกซ์ EQ  เหมือนกัน สำหรับฟังก์ชัน Bus สามารถ Assign สัญญาณไปออก PA ได้ จะมีปุ่มโวลุ่ม Assign to Main ทั้ง Bus ทั้งแชนแนลสามารถ Assign ได้

ดังนั้นต้องระวังในการเลือกใช้งานให้ดี ผู้ใช้ต้องมีการวางแผนไว้ก่อนว่า ผู้ใช้จะใช้ฟังก์ชันนี้ยังไงแบบไหน แล้วก็ศึกษาให้รอบคอบ

DM48.20 ep1 09

บทความที่เกี่ยวข้อง :

DM48.20: สอนการใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ EP.2

Topp Pro DM48.20 ดิจิตอลมิกเซอร์ 48 แชนแนล

สามารถสอบถาม ติดตามข่าวสาร และข้อมูลได้ที่ :

สนใจสั่งซื้อสินค้า ผ่านเว็ปไซต์ www.mynpe.com/DM48-20

ช่องทางติดต่อโซเชียลมีเดีย

Line@ : http://bit.ly/LineMyNPEThailand

Facebook : http://m.me/mynpethailand

Twitter : twitter.com/mynpethailand

Instagram : instagram.com/mynpethailand

Youtube : www.youtube.com/user/mynpe

สาขาบ้านหม้อ

Tel : 02 225 0094 (Banmoh Branch)
Map : www.mynpe.com/mynpe-banmoh

สาขาเซียร์รังสิต

Tel : 02 992 7379 (Zeer Rangsit Branch)
Map : www.mynpe.com/mynpe-zeer

สาขาศาลายา

Tel : 02 889 5498 (Salaya Branch)
Map : www.mynpe.com/mynpe-salaya

Read Previous

Topp Pro DM48.20 ดิจิตอลมิกเซอร์ 48 แชนแนล

Read Next

DM48.20: สอนการใช้งานดิจิตอลมิกเซอร์ EP.2