Shure MXA910 IntelliMix® | Workshopไมโครโฟน

worshop mxa910 1200

อันที่จริง Shure ได้ออกแบบ MXA910 มาเพื่อรองรับงาน AV Conference โดยตรง ถ้าเรามีแค่ตัวไมค์ก็ใช้งานได้ในระดับหนึ่ง แต่ในกรณีต้องการใช้เทคนิค Voice-Lift  คือให้เสียงออกไปด้านหลังห้อง ปกติในห้อง AV Conference ไม่ได้เป็นแบบนั้น เหมือนกรณีเราคุย Line กับเพื่อน เราต้องการให้เสียงของเราออกที่หูฟังฝั่งเราหรือเปล่า คำตอบคือไม่ เราต้องการให้เสียงของเราไปออกหูฟังของเพื่อนมากกว่า

ดังนั้นระบบ AV Conference เราต้องการให้เสียงพูดของเราไปออกลำโพงอีกฝั่ง และให้เสียงของเพื่อนเราให้มาออกลำโพงฝั่งของเรา แต่สำหรับคนไทยแล้ว อาจต้องการได้ยินเสียงของตนด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เทคนิค Voice-Lift มาช่วย

DSC 0130 small
ซอฟต์แวร์ Audio Architect ใช้สำหรับเขียนระบบควบคุม Voice-Lift ซึ่งต้องอาศัยฮาร์ดแวร์ DSP ทำหน้าที่ประมวลผลสัญญาณ


สิ่งที่จำเป็นต้องมีเลยคือ DSP ซึ่งหน้าที่หลักของ DSP จะจัดการให้ลำโพงมีระดับความดังจากไมโครโฟนตัวไหน เท่าไหร่ หากระบบมีเพียง MXA910 และ P300 จะไม่สามารถทำ Voice-Lift ได้ ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัย DSP มาช่วย อาทิ Soundweb London BLU หน้าที่ของมันคือช่วยจัดการไมค์ด้านหน้าทั้งหมด 8 ไมค์ ด้านหลังรับอีก 6 ไมค์ รวมทั้งหมด 14 ไมค์ ซึ่งจะถูกนำมาเข้า Automix ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับมิกเซอร์ ตัว Automix จะอยู่ในลำโพงทุกๆ ตัว ที่ใช้งานอยู่ทั้งหมด 8 ตัว

ดังนั้นจะต้องมี Automix ทั้งหมด 8 จุด ซึ่งจะแยกอิสระของใครของมัน แล้วนำเสียงไปที่ Automix ก่อน โดยมันจะเป็นผู้เลือกว่าจะเอาเสียงไหน กรณีมีคนพูดเสียงดังอยู่ ระบบจะไม่รับเสียงจากด้านหลังมา ถ้าหากมีคนอื่นพูดขึ้นก็จะปิดไมค์ และเปิดไมค์อีกตัว มันจะทำแบบนี้ทุกๆ ลำโพง ซึ่งฟังก์ชัน Automix ผู้ออกแบบจะต้องเขียนขึ้นมาต่างหาก

สิ่งที่ต้องพิจารณา

สิ่งที่ต้องพิจารณาสำหรับ Voice Lift อย่างแรกห้องที่ติดตั้งระบบจะต้องเป็น AV Conference อยู่แล้ว แต่เราต้องการนำระบบ Voice Lift เข้าไปใช้งาน ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ใช้งานว่าระบบมันเป็นแบบนี้ ปกติเวลาใช้งานระบบ AV Conference จะมีวงจร AEC (Acoustic Echo Cancellation)

ฉะนั้นจะต้องมีการปรับใหม่ทั้งหมด หลักการทำงานของ AEC คือฝั่งตรงข้ามพูดมา แล้วไม่ให้เสียงดังกล่าวนั้นหลุดกลับเข้าไปในตัวไมโครโฟน แต่เมื่อใช้งาน Voice-Lift จะต้องกำหนดไม่ให้เสียงจากลำโพงส่งกลับเข้าไปที่ไมโครโฟนผู้พูดฝั่งตรงข้าม และเสียงของฝั่งเรากลับเข้าไปเช่นกัน

DSC 0082 small
ตัวอย่างระบบถูกแบ่งเป็นหลายๆ โซน ด้วยการออกแบบจำลองแอปพลิเคชันจริงขึ้นมา เพื่อให้ผู้ร่วมสัมมนาเข้าใจระบบยิ่งขึ้น


หากใช้งาน AEC คุณภาพเสียงมันจะดีระดับหนึ่ง แต่หากใช้ Voice-Lift คุณภาพเสียงมันจะด้อยลง เนื่องจากมันจะ Cancel เสียงฝั่งผู้พูดลงด้วย และสิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ในห้องที่มีความก้อง ก็อาจจะทำงานลำบาก หรือมีแบ็กกราวน์น้อยส์มากเกินไปก็จะทำให้ฟังไม่รู้เรื่องได้เช่นกัน

กรณีผู้ฟังอยู่ด้านหลังห้อง หากบริเวณนั้นมีเสียงแบ็กกราวน์น้อยส์มารบกวน การใช้งานระบบนี้อาจจะลำบาก เพราะความดังของลำโพงไม่สามารถทำได้มากเท่าไหร่ หากเป็นห้องขนาดเล็กอาจจะจัดการลำบาก แต่หากเป็นห้องขนาดใหญ่ จะทำงานง่ายขึ้น เพราะมีการแบ่งโซน กรณีเป็นห้องเล็กๆ พื้นที่มีจำกัด ทำให้ระยะของไมค์และลำโพงอยู่ใกล้กันเกินไป ทำให้เกิดปัญหาฟีดแบ็กได้ง่าย ดังนั้น ห้องขนาดใหญ่จะมีปัญหาน้อยกว่า

mix minus di
(ซ้าย) ระบบ Mix-Minus แบบ Mixer 2 ชุด
(ขวา) ระบบ Mix-Minus ที่มี Auto Mixer และ Matrix Mixer


ส่วน Mix-minus (N-1) ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาด้วย กล่าวคือ ตำแหน่งลำโพงที่อยู่ใกล้ตำแหน่งผู้พูด จุดนั้นก็ไม่ควรจะมีเสียงออกลำโพง

หลักการสำคัญของ Voice-Lift คือเสียงจะไม่ออกลำโพงที่อยู่ใกล้ผู้พูด ดังนั้นหากจะนำเทคนิคนี้ไปใช้งานในห้องประชุม เราจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่จะใช้งานระบบนี้ให้ดี ไม่งั้นเมื่อเขาพูด หากไม่ได้ยินเสียงตัวเองออกลำโพง เขาอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าระบบเสียงไม่ทำงาน

แต่อันที่จริงเสียงมันไปดังด้านหลังแล้ว แต่บางคนอาจจะคุ้นเคยกับการได้ยินเสียงของตัวเองพูดดังๆ เราต้องแนะนำให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่า เสียงของเขาไปออกลำโพงตำแหน่งอื่นแล้วนะ เพราะหากเสียงมันออกลำโพงใกล้ผู้พูด จะทำให้เกิดปัญหาฟีดแบ็กได้ง่าย เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก

mix minus 2 zone
ระบบ Mix-Minus แบบ 2 โซน
(บน) เมื่อพูดเข้า Mic Ch2 เสียงจะไปออกลำโพงที่โซน 1
(ล่าง) เมื่อพูดเข้า Mic Ch1 เสียงจะไปออกลำโพงโซน 2
ในภาพเพดานห้องสูง 10 ft. ทั้ง 2 โซนห่างกัน 25 ft.


ข้อจำกัดของ Voice-Lift

ในการทำ Voice-Lift ในห้องขนาดเล็กที่สุดคือ ต้องแบ่งออกเป็น 2 โซน คือโซนหน้าห้อง กับโซนหลังห้อง ฉะนั้น เพาเวอร์แอมป์ที่ใช้จะต้องแยกสัญญาณคนละแชนเนล เพราะเสียงพูดจากหลังห้องจะไปดังลำโพงฝั่งหน้าห้อง และเสียงจากหน้าห้องจะไปออกลำโพงฝั่งหลังห้อง

ดังนั้นผู้พูดจะไม่ได้ยินเสียงตัวเองจากลำโพงที่อยู่ใกล้เขา ในการออกแบบระบบ หากมีมากกว่า 2 โซนก็จะทำให้ระบบดีมากขึ้น เช่น ออกแบบเป็น 4 โซน ผลที่ได้ก็จะดีกว่า 2 โซน ยิ่งโซนเยอะยิ่งดี เคสตัวอย่าง ทางมหาจักรฯ ได้แบ่งออกเป็น 8 โซน คือไม่มีการพ่วงลำโพง แต่งานติดตั้งทั่วไปจะมีการพ่วงลำโพงเข้าไป เช่น ลำโพง 8 ใบใช้เพียงแชนเนลเดียว ซึ่งจะสร้างปัญหาเพราะเวลาเสียงดังก็จะดังพร้อมกันทั้งหมด พูดตำแหน่งไหนก็ออกลำโพงทุกใบ เพราะไม่มีการแยกแชนเนลของสัญญาณ

ฉะนั้นหากใช้เทคนิค Voice-Lift อย่างน้อยต้องแยกมากกว่า 2 โซน หากออกแบบให้มีจำนวนโซนเยอะ แล้วแยกแชนเนลสัญญาณให้เยอะ ยิ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ Voice-Lift ได้มากขึ้น เพราะเราสามารถปรับสัญญาณได้ละเอียด ลำโพง A อาจปรับให้ดังกว่าจุดอื่นๆ ลำโพง B ดัง 80% ลำโพง C ดัง 30% ลำโพง D ดัง 0% ถ้าเรามัดรวมกัน ด้านหลังอาจจะดังแค่ 60% ในขณะที่อื่นๆ อาจจะดังเพียง 0%

voice lift mic2zone
ระบบ Voice-Lift ใช้ MXA910 มากกว่า 1 ตัว โดยแยกโซนลำโพงและตัวไมโครโฟนรับเสียงเป็นคนละโซน


อ่านต่อหน้า 3

Read Previous

Shure MXA910 IntelliMix® | Reviewไมโครโฟน

Read Next

Yamaha DXR mkII ลำโพงโฉมใหม่ปี 2019